ไทยพัฒนาแจ้งเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้า-นวัตกรรมต่อยอด

ประเทศไทยได้ก้าวล้ำหน้าในการพัฒนาระบบตรวจจับแผ่นดินไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องวัดแผ่นดินไหว NARIT Seismometer ที่สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าให้แก่กรุงเทพมหานครได้ 6-7 นาที ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ แต่ยังขยายผลไปสู่การประยุกต์ใช้ในด้านอื่น ๆ เช่น การตรวจจับขยะอวกาศ และการเพิ่มความปลอดภัยในโรงพยาบาล

การพัฒนาเครื่องวัดแผ่นดินไหว NARIT Seismometer

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) หรือ NARIT ได้เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องวัดแผ่นดินไหว NARIT Seismometer ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือระหว่างไทยและจีน การพัฒนาเครื่องมือนี้เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาที่ส่งผลกระทบถึงกรุงเทพมหานคร และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568

นายกิติภูมิ กาญจนา วิศวกรของ สดร. หนึ่งในทีมผู้พัฒนา ได้อธิบายหลักการทำงานของเครื่องวัดนี้ว่า แผ่นดินไหวจะสร้างคลื่นหลักสองชนิด คือ คลื่นปฐมภูมิ (P-Wave) และคลื่นทุติยภูมิ (S-Wave) โดยคลื่น P-Wave ซึ่งมีความสั่นสะเทือนต่ำจะเดินทางมาถึงก่อน และตามมาด้วยคลื่น S-Wave ที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงกว่า NARIT Seismometer สามารถตรวจจับคลื่น P-Wave ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือนได้ล่วงหน้า 6-7 นาที ก่อนที่คลื่น S-Wave จะเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานคร

หลักการทำงานของเครื่องวัดแผ่นดินไหว

เครื่องวัดแผ่นดินไหว หรือ Seismometer ทำงานโดยการตรวจจับแรงสั่นสะเทือนของพื้นผิวโลก แรงสั่นสะเทือนเหล่านี้เกิดจากการปลดปล่อยพลังงานใต้เปลือกโลก ทำให้เกิดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Waves) แพร่กระจายออกไป หลักการพื้นฐานคือการใช้มวลที่แขวนอยู่กับสปริง เมื่อพื้นดินสั่นสะเทือน ตัวเครื่องจะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับพื้นดิน แต่ด้วยความเฉื่อย มวลที่แขวนอยู่จะพยายามรักษาสภาพนิ่ง ทำให้เกิดการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างมวลกับตัวเครื่อง

การเคลื่อนที่สัมพัทธ์นี้จะถูกบันทึกเป็นสัญญาณไฟฟ้า หรือสัญญาณดิจิทัล ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปแบบของคลื่นกราฟ การอ่านค่าจากกราฟจะทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์ความรุนแรงของแผ่นดินไหว ตำแหน่งจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว และความลึกของจุดกำเนิดแผ่นดินไหวได้ โดยมีการนำมาตราริกเตอร์ (Richter Scale) มาใช้ในการวัดขนาดของแผ่นดินไหวจากข้อมูลที่ได้

การประยุกต์ใช้เครื่องวัดแผ่นดินไหวในการตรวจจับขยะอวกาศ

นอกจากการใช้งานหลักในการตรวจจับแผ่นดินไหวแล้ว เทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจจับแผ่นดินไหวยังได้รับการพัฒนาให้มีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น การตรวจจับขยะอวกาศที่ตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศโลก องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติระบุว่า เมื่อขยะอวกาศร่วงลงมาด้วยความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic speeds) จะเกิดคลื่นกระแทกหรือ Sonic Boom คลื่นความดันเหล่านี้จะเดินทางผ่านอากาศลงมายังพื้นดินและเปลี่ยนเป็นแรงสั่นสะเทือนเมื่อกระทบพื้น

เครือข่ายเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวทั่วโลกสามารถตรวจจับสัญญาณ Sonic Boom นี้ได้ ข้อมูลที่บันทึกได้เป็นรูปแบบคลื่นที่มีการอัดตัวลงดินอย่างฉับพลันและเด้งกลับ ซึ่งช่วยให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins และ Imperial College London สามารถคำนวณหาความเร็ว วิถีโคจร มุมในการร่วงหล่น และลักษณะการแตกสลายของชิ้นส่วนขยะอวกาศได้ การทดสอบกับโมดูลยาน Shenzhou-15 ของจีนในปี 2024 แสดงให้เห็นว่าระบบนี้สามารถระบุตำแหน่งการตกได้แม่นยำกว่าระบบพยากรณ์เดิมที่มีอยู่ถึง 8,600 กิโลเมตร

การยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาลด้วยนวัตกรรมเครื่องวัดแผ่นดินไหว

เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการรับมือกับภัยพิบัติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกรุงเทพมหานคร ได้ส่งมอบนวัตกรรมเครื่องวัดแผ่นดินไหวและการเอียงของอาคารให้กับโรงพยาบาลต่างๆ นวัตกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้น

การติดตั้งเครื่องมือเหล่านี้ในโรงพยาบาลจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถประเมินสถานการณ์และดำเนินการอพยพผู้ป่วย หรือเตรียมความพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในอาคารสูง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากแผ่นดินไหวมากกว่าอาคารทั่วไป การมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน

ความสำคัญของการเตือนภัยและการรับมือแผ่นดินไหว

แม้ว่าแผ่นดินไหวจะเป็นธรณีพิบัติภัยที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่การมีระบบตรวจจับและแจ้งเตือนล่วงหน้าถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความเสี่ยงและความเสียหาย การเตือนภัยล่วงหน้าเพียงไม่กี่นาที เช่น 6-7 นาที สำหรับกรุงเทพมหานคร ถือเป็นช่วงเวลาที่มีค่าอย่างยิ่งในการเตรียมการอพยพผู้คน ปิดระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ หรือเข้าสู่ที่ปลอดภัย

กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีบทบาทสำคัญในการติดตามข้อมูลแผ่นดินไหว และเผยแพร่ข้อมูลการเตือนภัย ระบบแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ประชาชนมีเวลาตัดสินใจและปฏิบัติตามแผนการรับมือภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้ลดการบาดเจ็บและเสียชีวิต ตลอดจนความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมหาศาล

บทสรุป

การพัฒนาเครื่องวัดแผ่นดินไหว NARIT Seismometer โดยฝีมือคนไทย ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยของประเทศต่อภัยพิบัติแผ่นดินไหว ความสามารถในการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้กับกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 6-7 นาทีนั้น มีศักยภาพในการช่วยชีวิตและลดความเสียหายได้อย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์แผ่นดินไหวในการตรวจจับขยะอวกาศและการยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดจากเทคโนโลยีพื้นฐานนี้ได้ การลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเช่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่พร้อมรับมือกับความท้าทายจากภัยธรรมชาติและเทคโนโลยีในอนาคต