ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภัยพิบัติธรรมชาติ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร ได้จัดการซ้อมหนีไฟครั้งใหญ่ประจำปีเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่อาคาร “ศิรินทายาททาวเวอร์” ย่านใจกลางเมือง โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน ทั้งพนักงานและผู้เช่าอาคาร ร่วมฝึกซ้อมภายใต้สถานการณ์จำลองแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.5 แมกนิจูด การซ้อมครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด เพราะเน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่การดับเพลิงเท่านั้น แต่รวมถึงขั้นตอนการอพยพที่ซับซ้อนภายใต้แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง
คุณสมศักดิ์ เจริญพร หัวหน้าทีมกู้ภัยจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “เราตระหนักดีว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะกับอาคารสูงในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น การซ้อมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพของทุกคน ตั้งแต่การรับรู้สัญญาณเตือนภัย การเคลื่อนย้ายไปยังทางหนีไฟที่ปลอดภัย และการใช้ถังดับเพลิงเบื้องต้นเมื่อเจอเหตุไฟไหม้เล็กน้อย โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงจุดรวมพลได้อย่างปลอดภัยที่สุดภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินจริง”
สิ่งที่ทำให้การฝึกซ้อมครั้งนี้เป็นที่จับตามองคือ การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการจำลองสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น ระบบจำลองแรงสั่นสะเทือนที่ติดตั้งในบางชั้นของอาคาร ทำให้ผู้เข้ารับการฝึกซ้อมได้สัมผัสประสบการณ์ใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริง นอกจากนี้ ยังมีการจำลองกลุ่มคนที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุ เพื่อทดสอบแผนฉุกเฉินในการช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการซ้อมหนีไฟที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเป็นพิเศษ
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ซ้อมหนีไฟปีละกี่ครั้ง?” โดยทั่วไปแล้ว สถานประกอบการและอาคารสูงส่วนใหญ่มีข้อกำหนดให้มีการซ้อมหนีไฟอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง แต่กรณีศึกษาจากศิรินทายาททาวเวอร์ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการซ้อมที่เข้มข้นและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติ โครงการนำร่องนี้อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานการซ้อมหนีไฟทั่วประเทศในอนาคต
ความสำคัญและขั้นตอนการซ้อมหนีไฟในอาคารสูงตามกฎหมายความปลอดภัยนั้นถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่การนำไปปฏิบัติจริงต้องอาศัยการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การฝึกซ้อม แต่เป็นการปลุกกระแสให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนในสังคม
การซ้อมหนีไฟครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้เข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดคือการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงแผนฉุกเฉินให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติในมิติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
