เมื่อช่วงสายของวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก แรงสั่นสะเทือนปานกลางที่รับรู้ได้ถึงรัศมี 20 กิโลเมตร ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยืนยันว่าไม่มีความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างเขื่อน แต่เหตุการณ์นี้ได้จุดประเด็นสำคัญที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ ‘กระเป๋ายังชีพฉุกเฉิน’ ที่ควรมีติดบ้านไว้เสมอ
นางสาวพรรณรายณ์ ต. หรือคุณแอน วัย 45 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเขื่อน เล่าด้วยน้ำเสียงยังคงตื่นเต้นว่า “อยู่ๆ ก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน เหมือนมีรถบรรทุกขนาดใหญ่มาชนบ้านเลยค่ะ ตอนนั้นใจหายวาบไปถึงตาตุ่ม สิ่งแรกที่คิดถึงคือลูกและสามี โชคดีที่เมื่อหลายเดือนก่อนได้เตรียมกระเป๋ายังชีพไว้ตามคำแนะนำของมูลนิธิช่วยเหลือน้ำท่วม ก็เลยพอมีสติหยิบกระเป๋าออกมาได้ทันที” เรื่องราวของคุณแอนเป็นเครื่องสะท้อนว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อและไม่ได้จำกัดแค่พื้นที่เสี่ยง
สิ่งของที่คุณแอนเตรียมไว้ในกระเป๋านั้นประกอบด้วยน้ำดื่ม, อาหารแห้งอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและปลากระป๋อง, ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง, ยาสามัญประจำบ้านเบื้องต้น และชุดปฐมพยาบาลขนาดเล็ก รวมถึงเอกสารสำคัญและเงินสดจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของ “รายการสิ่งของจำเป็นที่ควรมีติดกระเป๋ายังชีพเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน” ตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ สอดคล้องกับแนวคิดการเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติที่นับวันจะทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
กระแสความตื่นตัวได้กระจายไปในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว หลังมีผู้ใช้งานหลายรายเริ่มแชร์ประสบการณ์การเตรียมกระเป๋ายังชีพ และเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะถึงแม้เหตุการณ์ที่นครนายกจะไม่รุนแรงถึงขั้นเกิดความเสียหายใหญ่หลวง แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า “การเตรียมพร้อม” คือหัวใจของการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์วิกฤต
หลังจากนี้ คาดว่าจะมีการรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับกระเป๋ายังชีพฉุกเฉินเป็นวงกว้างมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกคนเข้าใจและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหว, น้ำท่วม, หรือภัยพิบัติอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว เพราะชีวิตและความปลอดภัยของครอบครัวเป็นสิ่งที่เราต้องดูแลเป็นอันดับแรกเสมอ
