รับมือแผ่นดินไหว: เทคนิคสถาปนิกสร้างตึกทนแผ่นดินไหว

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงครั้งล่าสุดที่เขย่าขวัญตุรกีและซีเรียเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้จุดประกายคำถามสำคัญขึ้นมาอีกครั้งถึงความพร้อมของโครงสร้างอาคารในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการรับมือแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หลายคนอาจไม่ทราบว่า ประเทศไทยก็มีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวไม่น้อย และคำถามที่ตามมาคือ ตึกสูงระฟ้าที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนั้น ปลอดภัยพอหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างหลายท่านได้ออกมาให้ความเห็นและย้ำเตือนถึงความสำคัญของการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว หนึ่งในนั้นคือ ดร. ต่อตระกูล ยมนาค วิศวกรผู้มากประสบการณ์ ซึ่งได้ออกมาเน้นย้ำถึงบทบาทของวิศวกรโครงสร้างและสถาปนิกในการสร้างสรรค์อาคารที่สามารถยืนหยัดต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ คำแนะนำของท่านไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่ยังรวมถึงเทคนิคการปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโครงสร้างให้ยืดหยุ่น การใช้วัสดุที่เหมาะสม หรือแม้แต่การเสริมความแข็งแรงให้กับอาคารเก่าที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับแผ่นดินไหวโดยเฉพาะ

ประเด็นที่น่าจับตาคือ กฎหมายควบคุมอาคารฉบับใหม่ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2027 ซึ่งจะเข้ามาพลิกโฉมวงการก่อสร้างของไทยอย่างสิ้นเชิง โดยมีรายงานว่า บริษัทวิศวกรรมชั้นนำอย่าง WSP ซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับโลกด้านการออกแบบโครงสร้างต้านแผ่นดินไหว ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงมาตรฐานการก่อสร้างให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น มาตรฐานใหม่นี้ไม่เพียงแต่จะบังคับใช้กับการก่อสร้างอาคารใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงและเสริมความมั่นคงให้กับอาคารเก่าที่มีอายุการใช้งานมายาวนานอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของทั้งภาครัฐและเอกชน

หนึ่งในคำถามที่หลายคนให้ความสนใจคือ “สร้างบ้านต้านแผ่นดินไหวราคาเท่าไหร่?” ราคาที่เพิ่มขึ้นสำหรับการออกแบบและก่อสร้างบ้านที่ต้านทานแผ่นดินไหวได้นั้นอาจสูงกว่าบ้านทั่วไปประมาณ 5-15% ขึ้นอยู่กับขนาดและวัสดุที่เลือกใช้ แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวแล้ว การลงทุนนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นอกจากนี้ เทคนิคการเสริมความแข็งแรงของอาคารเก่าเพื่อต้านทานแผ่นดินไหวก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวถึงวิธีต่างๆ ตั้งแต่การเสริมคานและเสาด้วยเหล็กหรือคอนกรีตเสริมแรง ไปจนถึงการติดตั้งอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือนแบบสมัยใหม่ ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น กรณีศึกษาจากอาคารตึกแถวเก่าในกรุงเทพฯ ที่ได้รับการเสริมโครงสร้างด้วยเทคนิค Hybrid Base Isolation ซึ่งทำให้ตึกสามารถรอดพ้นจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรตระหนักคือ การเตรียมความพร้อมไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญตั้งแต่ตอนนี้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการก่อสร้างที่ปลอดภัย และการพิจารณาเลือกผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เราไม่สามารถควบคุมได้