ประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรอยเลื่อนมีพลังที่พาดผ่านทั้งในประเทศและรอยเลื่อนที่อยู่ใกล้เคียงในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นรอยเลื่อนในพม่า ลาว หรือทางตอนใต้ของจีน เช่น กรณีแผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 ขนาด 6.4 แมกนิจูด ที่ส่งผลให้ตึกอาคารในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่าง ๆ สั่นไหวได้อย่างชัดเจน เหตุการณ์เหล่านี้ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว โดยเฉพาะในด้านการประเมินความเสี่ยงและมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และชีวิตประจำวัน
ความเสี่ยงแผ่นดินไหวในประเทศไทย: เรามีความเสี่ยงแค่ไหน?
ประเทศไทยมักถูกมองว่าไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวรุนแรงเท่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น หรือฟิลิปปินส์ แต่จากข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี พบว่าประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลังที่ต้องเฝ้าระวังถึง 16 รอยเลื่อน โดยกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ฝั่งอันดามัน เช่น รอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนสะกาย (ในเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทย) และรอยเลื่อนระนอง เป็นต้น
ผลกระทบจากแผ่นดินไหวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์กลางเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภคในระยะไกลได้ ดังที่เห็นจากกรณีแผ่นดินไหวใหญ่ ๆ ในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น แผ่นดินไหวที่ตุรกีและซีเรียในปี 2566 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ความท้าทายของประเทศไทยคือการรับมือกับ “แผ่นดินไหวไกล” ที่มีแรงสั่นสะเทือนส่งผลมาถึงอาคารที่สูงในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอาคารสูงจำนวนมาก และโครงสร้างอาคารเหล่านี้อาจมีลักษณะการตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างกันไป
การประเมินความเสี่ยงแผ่นดินไหวสำหรับอสังหาริมทรัพย์
การประเมินความเสี่ยงแผ่นดินไหวสำหรับอสังหาริมทรัพย์มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาคารสูงและสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ การประเมินนี้ไม่ได้มองเพียงแค่ความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้น แต่ยังรวมถึงความสามารถของโครงสร้างอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนด้วย
ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยง:
- ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์: ตรวจสอบว่าที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์อยู่ใกล้รอยเลื่อนมีพลังมากน้อยเพียงใด
- ลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่: ประเภทของดินและหินใต้พื้นดินมีผลต่อการขยายตัวของคลื่นแผ่นดินไหว ดินอ่อนหรือดินถมอาจทำให้แรงสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้น
- การออกแบบและก่อสร้างอาคาร: อาคารที่ออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานอาคารต้านทานแผ่นดินไหวจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าอาคารเก่าหรืออาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน
- อายุของอาคารและวัสดุที่ใช้: อาคารที่สร้างมานานอาจมีการเสื่อมสภาพของวัสดุ ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรง
สำหรับอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว กฎหมายได้กำหนดให้มีการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานอาคารต้านทานแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตาม อาคารเก่าจำนวนมากอาจยังไม่ได้รับการปรับปรุงโครงสร้างให้สอดรับกับมาตรฐานปัจจุบัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง
บทบาทของสำนักงาน กสทช. และ ดร. สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน ในด้านโครงสร้าง
เมื่อพูดถึงอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน การต้านทานแผ่นดินไหวมีความเชื่อมโยงกับความปลอดภัยของระบบโทรคมนาคมและกระจายเสียงด้วยเช่นกัน ดร. สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันและเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารยามเกิดภัยพิบัติ แม้ กสทช. จะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการกำกับดูแลโครงสร้างอาคารทั่วไป แต่การดูแลให้ระบบสื่อสารยังคงใช้งานได้ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น แผ่นดินไหว ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่สามารถละเลยได้
การที่รองเลขาธิการ กสทช. ได้กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงภัยแผ่นดินไหวและผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าบทบาทหลักจะอยู่ในด้านการสื่อสาร แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ
ประกันภัยแผ่นดินไหว: เครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยง
เมื่อเราประเมินความเสี่ยงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านั้น ประกันภัยแผ่นดินไหวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยโอนย้ายความเสี่ยงทางการเงินจากผู้เอาประกันไปยังบริษัทประกันภัย
ประกันภัยแผ่นดินไหวครอบคลุมอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปแล้ว กรมธรรม์ประกันภัยความเสียหายจากแผ่นดินไหวจะให้ความคุ้มครองความเสียหายต่ออาคารและสิ่งปลูกสร้างอันเนื่องมาจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวโดยตรง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดความคุ้มครองอาจแตกต่างกันไปในแต่ละกรมธรรม์และแต่ละบริษัทประกันภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องศึกษาเงื่อนไขอย่างละเอียด
การประเมินเบี้ยประกันภัยแผ่นดินไหวสำหรับอาคาร
เบี้ยประกันภัยแผ่นดินไหวไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นแบบสุ่ม แต่มีการคำนวณจากหลายปัจจัย:
- มูลค่าเอาประกันภัย: ยิ่งมูลค่าของอาคารสูง เบี้ยประกันภัยก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
- ที่ตั้งของอาคาร: อาคารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวสูง เช่น ใกล้รอยเลื่อน หรือในบริเวณที่ดินอ่อน จะมีเบี้ยประกันภัยสูงกว่า
- โครงสร้างและการออกแบบอาคาร: อาคารที่สร้างตามมาตรฐานกันแผ่นดินไหวหรือมีโครงสร้างที่แข็งแรง จะมีเบี้ยประกันภัยที่ถูกกว่า
- ประวัติความเสียหาย: หากในพื้นที่นั้น ๆ เคยเกิดแผ่นดินไหวและมีความเสียหายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจส่งผลต่อการประเมินเบี้ยประกันภัย
- กรมธรรม์เพิ่มเติม: การเลือกความคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น คุ้มครองความเสียหายจากไฟไหม้ น้ำท่วม ที่อาจเกิดตามมาจากเหตุแผ่นดินไหว ก็จะส่งผลให้เบี้ยประกันภัยสูงขึ้น
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาทำประกันภัยแผ่นดินไหว การขอใบเสนอราคาจากหลายบริษัทประกันภัยเพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขความคุ้มครองและเบี้ยประกันภัยเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ได้กรมธรรม์ที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณมากที่สุด
ประเทศไทย เสี่ยงแผ่นดินไหวไหม?
คำตอบคือ “เสี่ยง” แม้จะไม่ใช่ประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงบ่อยครั้งเท่าบางประเทศ แต่จากการที่มีรอยเลื่อนมีพลังหลายแห่งในประเทศ รวมถึงการได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหวอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่ออาคารสูงในเขตเมืองใหญ่ที่อาจได้รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่อยู่ห่างไกลออกไป
การตระหนักรู้ การประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน รวมถึงการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างอาคารและการมีประกันภัยที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดเดาได้นี้ การลงทุนในการประเมินความเสี่ยงและการป้องกันภัยในวันนี้ คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยในระยะยาวของชีวิตและทรัพย์สินของเรา
